ReadyPlanet.com
dot
dot
ข่าวมลพิษ
dot
bulletปี 2557
bulletปี 2556
dot
ข่าวประชาสัมพันธ์
dot
bulletประชาสัมพันธ์กิจกรรม
dot
รวมลิงค์
dot
bulletเว็บหน่วยงานทางการต่างประเทศ
bulletเว็บองค์กรสากล
bulletเว็บบริษัทเอกชน
bulletเว็บองค์กรอื่น ๆ
dot
สมัครรับข่าวสารจากเรา

dot


follow us on TWITTER
visit our facebook
มูลนิธิบูรณะนิเวศ


สังคมไทยจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าประเทศไทยมีระบบ PRTR

 สังคมไทยจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าประเทศไทยมีระบบ PRTR

วลัยพร มุขสุวรรณ มูลนิธิบูรณะนิเวศ

 

            เมื่อปัญหามลพิษที่มาบตาพุดปะทุรุนแรงอีกครั้งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทำให้หลาย ๆ ส่วนเริ่มพูดถึงการรายงานข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษที่เรียกว่า Pollutant Release and Transfer Registers หรือ PRTR กันมากขึ้นในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดทุเลาเบาบางลงได้ ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (The Development of Basic Schemes for Pollutants Release and Transfer Register (PRTR) in the Kingdom of Thailand) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ส่วนการดำเนินการเป็นความร่วมมือกันของ 4 หน่วยงานได้แก่ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นหรือไจก้า กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีรูปแบบระบบ PRTR สำหรับประเทศไทย[i]

PRTR คืออะไร

องค์กรความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้กล่าวถึงระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ “Pollutant Release and Transfer Registers” ที่เรียกย่อ ๆ ว่า PRTRs ว่าเป็น ระบบที่สร้างกลไกที่ทำให้ได้ข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษหรือสารเคมีอันตรายที่อยู่ในความสนใจอย่างต่อเนื่องเป็นประจำและมีรอบเวลาการรายงานที่แน่นอน และนำข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้ได้รับผลกระทบเข้าถึงได้[ii] องค์กรความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้แนะนำไว้ในคู่มือแนะนำสำหรับรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการจัดตั้ง PRTR ว่าระบบ PRTR ควรมีลักษณะอย่างน้อยดังนี้

1)       มีการรายงานการปล่อยของสารเคมีรายชนิด

2)       รายงานข้อมูลของแต่ละแหล่งกำเนิดมลพิษ

3)       มีการรายงานการปล่อยและเคลื่อนย้ายทั้งหมดสู่ตัวกลางทางสิ่งแวดล้อมทุกชนิด (อากาศ น้ำ และดิน)

4)       มีการรายงานเป็นประจำตามกำหนดเวลา ส่วนใหญ่จัดทำเป็นรายปี

5)       ข้อมูลที่รายงานมีโครงสร้างที่แน่นอน

6)       มีการจัดทำข้อมูลเป็นฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์

7)       มีการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะอย่างจริงจัง

8)       มีการจำกัดข้อมูลที่เข้าข่ายเป็น “ความลับทางการค้า”

 

ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศมีการนำระบบ PRTR ในประเทศของตนเองแล้วกว่า 32 ประเทศ[iii] และอีกหลายประเทศที่มีโครงการริเริ่มต่าง ๆ เกี่ยวกับ PRTR[iv]

 

การใช้ประโยชน์จากข้อมูล PRTR

            ในประเทศที่มีระบบ PRTR ใช้แล้วนั้น มีการนำข้อมูลที่ได้จากระบบไปใช้ประโยชน์หลากหลายลักษณะด้วยกัน ดังตัวอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

1.       ตัวอย่างของสหรัฐ

สหรัฐอเมริกามีระบบรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารพิษที่เรียกว่า “Toxic Release Inventory” หรือ “TRI” เป็นระบบที่มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารพิษรายโรงงานแห่งแรกที่สาธารณชนทั่วโลกสามารถดูได้  ระบบ TRI ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายหลังปี 1984 เนื่องจากเกิดอุบัติภัยร้ายแรงต่อเนื่องกันหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุก๊าซเมทิลไอโซไซยาเนตรั่วไหลรุนแรงที่โรงงานยูเนียนคาร์ไบด์ ในเมืองโบพาล ประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคนและบาดเจ็บอีกเป็นหมื่นคน ตามด้วยเหตุสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานในเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ทำให้คนงานและองค์กรชุมชนในหลายรัฐเรียกร้องข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่มีการระบายออกมาในชุมชนของตน รวมทั้งสาธารณะก็เรียกร้องให้มีข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับสารเคมีที่มีอยู่ใกล้ชุมชนและปริมาณที่ระบายสู่สิ่งแวดล้อม สุดท้ายมีการออกกฎหมายว่าด้วยแผนรองรับเหตุฉุกเฉินและสิทธิรับรู้ข้อมูลของชุมชน (Emergency Planning and Community Right to Know Act ) ซึ่งได้บรรจุบทบัญญัติเกี่ยวกับระบบ TRI ไว้ด้วย

    - ข้อมูล TRI เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกเป็นข้อมูลการระบายสารพิษในปี 1987 จากนั้นก็ได้มีการนำข้อมูล TRI ที่เผยแพร่เป็นประจำนี้ไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวางดังตัวอย่างที่จะกล่าวโดยสังเขปต่อไปนี้

·        รัฐต่าง ๆ ใช้ข้อมูล TRI สนับสนุนการดำเนินการของรัฐเกี่ยวกับโปรแกรมการป้องกันมลพิษและแผนลดการใช้สารพิษโดยมีเป้าหมายและกำหนดเวลาที่ชัดเจน หน่วยงานกำกับดูแลใช้ข้อมูล TRI ในการตั้งเกณฑ์ที่อนุญาตให้การระบายได้ (emission permit limits) ตรวจวัดการปฏิบัติตามเกณฑ์ที่อนุญาตเหล่านั้น และใช้หาสถานประกอบการที่เป็นเป้าหมายสำหรับบังคับใช้กฎหมาย

- รัฐบาลกลางใช้ข้อมูลTRI ในการติดตามแนวโน้มและประเมินความสำเร็จของข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกไป

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเก็บรวบรวมข้อมูลรายปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 – 2551 พบว่าปริมาณสารมลพิษทั้งหมดที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมและถูกกำจัดขั้นสุดท้าย (ไม่รวมปริมาณที่เคลื่อนย้ายจากสถานประกอบการแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง) ในภาพรวมลดลงร้อยละ 65 นับจากปี พ.ศ. 2531 และจำนวนสถานประกอบการที่รายงานข้อมูลพบว่าในปี พ.ศ. 2551 ลดลงร้อยละ 22[v] ดังแสดงในรูปที่ 1

 

รูปที่ 1 ปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมหรือกำจัดทั้งหมด

 

·        มีการนำข้อมูล TRI มาใช้เป็นข้อมูลประกอบในกระบวนการตัดสินใจทางการเงิน เช่นในการวิเคราะห์การลงทุนมีการนำข้อมูล TRI มาเป็นข้อมูลแนะนำสำหรับลูกค้าที่ต้องการลงทุนแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้บริษัทประกันก็ใช้ข้อมูล TRI เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่บ่งชี้ถึงความน่าเชื่อถือทางสิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการ

 

·        องค์กรพัฒนาเอกชนใช้ข้อมูล TRI เพิ่มความเข้าใจให้ประชาชนในเรื่องชนิดของสารเคมีอันตรายที่ปล่อยในชุมชนของพวกเขา ตัวอย่างเช่น องค์กรชื่อ “ซิตี้เซ็นส์ฟอร์อะเบตเตอร์เอ็นไวรอนเมนท์ (Citizens for a Better Environment)” จัดทำและเผยแพร่รายงานเรื่อง “รู้จักผู้ปล่อยมลพิษในท้องถิ่นของคุณ (Know Your Local Polluter )” เป็นรายงานที่นำเสนอข้อมูลแหล่งกำเนิดที่ระบายสารมลพิษสูงสุด 40 ลำดับแรกของรัฐ โดยนอกจากมีข้อมูล TRI แล้ว ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ด้วยเช่น ประวัติบริษัท แผนที่ตั้งและบริเวณโดยรอบที่แสดงจุดที่ตั้งสถานที่สำคัญ ๆ เช่นโรงเรียน โรงพยาบาล แหล่งน้ำ เป็นต้น ข้อมูลประชากร และข้อมูลการติดต่อบริษัท[vi] ในปี 1990 กรีนพีซ สหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานเรื่อง “Zero Discharge: A Citizen’s Toxic Waste Audit Manual” สำหรับให้ประชาชนใช้เป็นเครื่องมือในการหาตัวผู้ปล่อยมลพิษ หาว่าของเสียถูกส่งไปที่ไหน จัดกลุ่มผู้ปล่อยมลพิษตามลำดับความสำคัญ สร้างแรงกดดันให้เกิดการลดการใช้สารพิษและลดการระบายที่แหล่งกำเนิด เป็นต้น[vii]

·        ท้องถิ่นและชุมชนใช้ข้อมูล TRI เพื่อให้การศึกษากับสมาชิกชุมชนเกี่ยวกับสารพิษที่ที่ปล่อยออกมารวมทั้งมักจะมีปฏิบัติการตามมา บางชุมชนใช้ข้อมูล TRI เป็นจุดเริ่มต้นในการเจรจากับโรงงานอุตสาหกรรมในท้องถิ่นหรือขอความสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นและสาธารณะประโยชน์ ตัวอย่างเช่น องค์กรชุมชนชื่อ “Louisiana Environmental Action Network (LEAN)” ใช้ข้อมูล TRI ในการช่วยให้ชาวชุมชนตระหนักถึงความเสี่ยงที่มากับสารพิษที่ถูกปล่อยออกมา และใช้ในการพูดคุยระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรมเพื่อประเมินผลกระทบจากสารพิษเหล่านั้น  

Eugene Toxic Right-To-Know program” ซึ่งเป็นองค์กรรากหญ้าในยูจีน รัฐโอเรกอน ใช้ระบบ TRI เป็นต้นแบบในการพัฒนาโปรแกรมสิทธิรับรู้ข้อมูลโปรแกรมแรกของเมืองขึ้นมา โปรแกรมนี้จะทำให้พลเมืองรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้วัตถุมีพิษละเอียดถึงระดับกิโลกรัม ผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับรองโปรแกรมนี้ในปี 1996[viii]

2.       ตัวอย่างของสหภาพยุโรป

สหภาพยุโรปใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบ PRTR ของสหภาพยุโรป (E-PRTR) ในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับมลพิษอากาศ โดยจากข้อมูลในปี 2004 พบว่ากิจการเกี่ยวกับการเผาไหม้ซึ่งได้แก่ ภาคพลังงาน (โรงไฟฟ้าและโรงกลั่น) และภาคการผลิต ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เกือบร้อยละ 50 ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่าร้อยละ 50 และปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนมากกว่าร้อยละ 30 และปล่อยฝุ่นละอองประมาณร้อยละ 20 ของมลสารนั้น ๆที่ระบายออกทั้งหมดของสหภาพยุโรป โดยโรงไฟฟ้าเป็นแหล่งที่ปล่อยมลสารส่วนใหญ่ได้แก่ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 30 ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่าร้อยละ 40 และปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนเกือบร้อยละ 20 ของก๊าซนั้น ๆ ทั้งหมดที่ปล่อยในกลุ่มสหภาพยุโรป (ดูรูปที่ 2)

 

รูปที่ 2 สัดส่วนการปล่อยมลพิษอากาศจากโรงไฟฟ้าในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศในปี 2004

 

จากข้อมูลที่พบนี้ทำให้สหภาพยุโรปมีนโยบายและมาตรการด้านมลพิษอากาศออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา กฎหมายที่มีการปรับปรุงแก้ไขล่าสุดได้แก่[ix]  

·        กฎหมายโรงงานที่มีการเผาไหม้ขนาดใหญ่ (Large Combustion Plant or “LCP” Directive) กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดค่าจำกัดที่อนุญาตให้ปล่อยได้สำหรับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่นละอองที่ระบายออก โดยให้ประเทศสมาชิกบังคับใช้กับโรงงานที่มีการเผาไหม้ขนาดใหญ่ (กำลังการผลิตความร้อนมากกว่า 50 เมกกะวัตต์)

·        กฎหมายบูรณาการการควบคุมและป้องกันมลพิษ (Integrated Pollution Prevention and Control or “IPPC” Directive) กฎหมายนี้มีขอบเขตกว้างกว่าฉบับแรก ทั้งในแง่ชนิดมลสารและตัวกลางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการกำหนดในเรื่อง “เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มี (Best Available Technology)” และค่าการระบายสารพิษเมื่อใช้ “เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีเหล่านั้น ซึ่งสามารถประเมินได้ว่าถ้านำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จะลดการปล่อยสารพิษลงได้เท่าใด

 

3.       ตัวอย่างของญี่ปุ่น

บริษัทโตชิบาใช้ข้อมูล PRTR ของบริษัทในการกำหนดเป้าหมายเกี่ยวกับการลดการระบายและการใช้สารสารเคมีของโรงงานในเครือ โดยบริษัทได้จัดทำข้อมูลการปล่อยและเก็บสารเคมีที่กลุ่มบริษัทโตชิบาใช้ทั้งหมดทั้งที่อยู่ในรายการ PRTR และไม่อยู่ในรายการ และมีการเผยแพร่ข้อมูล PRTR ของบริษัทไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทด้วย[x] จากข้อมูลที่เผยแพร่นั้น บริษัทได้แสดงให้เห็นภาพสมดุลปริมาณสารเคมีควบคุมภายใต้กฎหมาย PRTR ในปีงบประมาณ 2010 ของกลุ่มบริษัททั้งหมดที่เก็บ ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม เคลื่อนย้ายไปบำบัดและกำจัด ที่นำไปรีไซเคิล และที่ทำปฏิกิริยาและผสมไปกับผลิตภัณฑ์ดังรูปที่ 3 

 

รูปที่ 3 แผนภาพสมดุลมวลสารของกลุ่มบริษัทโตชิบา ปีงบประมาณ 2010

 

นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นได้ว่า ปริมาณการปล่อยสารที่ตั้งเป้าว่าจะลดการปล่อยหรือสารควบคุมตามกฎหมาย PRTR ลดลงอย่างต่อเนื่องนับจากปีงบประมาณ 2000 เป็นต้นมา ในปีงบประมาณ 2010 ปริมาณการปล่อยสารรวมทั้งหมดอยู่ที่ 341 ตัน ซึ่งไม่ลดลงตามที่บริษัทตั้งเป้าไว้ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยสารทำความสะอาดต่าง ๆ เนื่องจากพบว่ามีสัดส่วนการระบายสูง โดยจะเปลี่ยนไปใช้สารทดแทน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีบริษัทก็ตั้งเป้าที่จะดำเนินต่อในปีต่อ ๆ ไป(รูปที่ 4-1)

เมื่อพิจารณาสัดส่วนการปล่อยสารทั้งหมดแยกตามประเภทกิจการและภูมิภาคพบว่า กิจการที่ปล่อยสารสู่สิ่งแวดล้อมมากที่สุดได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ ร้อยละ 45 รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 24 และบริการด้านเครือข่ายสังคม ร้อยละ 23 และพบว่าโรงงานที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่นปล่อยสารออกสิ่งแวดล้อมมากที่สุดถึงร้อยละ 72 (รูปที่ 5-1) โดยสารเคมีที่ปล่อยออกมากที่สุดได้แก่ ไซโคลเฮกเซน บิวทิลอะซิเตท และไอโซ-โพรพิวแอลกอฮอล์ ตามลำดับ (รูปที่ 6-1)

สำหรับสารเคมีที่ทำการเก็บกักไว้ในโรงงานพบว่าสามารถลดปริมาณการเก็บกักลงได้ยังไม่มาก  นักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปีงบประมาณ 2010 มีปริมาณการเก็บ 74,934 ตัน เป็นสารที่ควบคุมภายใต้กฎหมาย PRTR 16,525 ตัน  กิจการเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นกิจการที่เก็บสารเคมีไว้มากที่สุดคือ ร้อยละ 64 ของทั้งหมด และสารเคมีของกลุ่มบริษัทร้อยละ 70 เก็บอยู่ที่โรงงานในญี่ปุ่น โดยสารที่เก็บไว้มากที่สุดคือ กรดซัลฟุริก 26,685 ตัน (รูปที่ 4-2 5-2 และ 6-2)

 

  

รูปที่ 4-1ปริมาณการปล่อยสารเคมี                     รูปที่ 4-2 ปริมาณการเก็บสารเคมี

 

 

รูปที่ 5-1 สัดส่วนการปล่อยสารตามกิจการและภูมิภาค     รูปที่ 5-2 สัดส่วนการเก็บสารตามกิจการและภูมิภาค

 

         รูปที่ 6-1 สารที่ปล่อยออกสูงสุด 5 ลำดับแรก                                     รูปที่ 6-2 สารที่เก็บสูงสุด 5 ลำดับแรก

 

                        จากข้อมูล PRTR ทำให้บริษัทสามารถตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยสารเคมีได้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือกชนิดสารเคมีที่จะลดการปล่อยและเลือกกระบวนการผลิตหรือกิจกรรมที่จะต้องปรับปรุงได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การลดการปล่อยเมทานอลโดยปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานโตชิบาคอนซูเมอร์โปรดักท์ (ประเทศไทย) จำกัด  โรงงานแห่งนี้ใช้เมทานอลเป็นสารทำความสะอาดในกระบวนการผลิตตู้เย็น เมทานอลส่วนใหญ่จะรั่วไหลสู่บรรยากาศ จึงมีความพยายามลดการปล่อยเมทานอลโดยในปี 2009 โรงงานได้เปลี่ยนมาสารทำความสะอาดที่เป็นกลางแทน ทำให้ลดการปล่อยเมทานอลลดลงจากปี 2008 ประมาณ 7 ตัน ในปี 2010 โรงงานได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตใหม่เพื่อแก้ไขจุดที่เมทานอลมักจะรั่วไหลออกมา การปรับปรุงนี้ทำให้การปล่อยเมทานอลของโรงงานเหลือเพียง 3.7 ตัน (รูปที่ 7)

 

รูปที่ 7 ปริมาณเมทานอลที่รั่วไหลจากกระบวนการทำความสะอาด

 

ประโยชน์ที่สังคมไทยจะได้ ถ้ามีระบบ PRTR ในประเทศ

            จากประสบการณ์ที่ยกมาข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า PRTR เป็นกลไกหรือเครื่องมือที่ทำให้ประเทศมีข้อมูลเกี่ยวกับชนิดและปริมาณสารเคมีที่ปล่อยและเคลื่อนย้ายออกจากแหล่งกำเนิดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นทุกภาคส่วนซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูล PRTR ได้อย่างเท่าเทียมกัน ก็สามารถที่จะนำข้อมูล PRTR ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไปพร้อมกันได้ทั้งต่อส่วนรวม องค์กร ชุมชน และตนเอง

            หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการสารเคมีสามารถใช้ข้อมูล PRTR เพื่อกำหนดนโยบายและติดตามผล เช่นตัวอย่างในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ตัวอย่างของบริษัทเอกชนในญี่ปุ่นที่ใช้ข้อมูล PRTR ในการยกระดับการจัดการสารเคมีและสิ่งแวดล้อมของโรงงานตนเองได้อย่างก้าวหน้ามาก องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชุมชนเองก็สามารถนำข้อมูล PRTR ไปใช้ในการเสริมสร้างองค์ความรู้และความตระหนักให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ รวมทั้งใช้เป็นสื่อกลางในการเจรจาพูดคุยกับแหล่งกำเนิดมลพิษในท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นสำหรับทุกฝ่ายได้

ตัวอย่างเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ถ้าประเทศไทยนำระบบ PRTR มาใช้ เชื่อแน่ว่ามีองค์กรหรือผู้ที่พร้อมจะนำข้อมูล PRTR มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ มากมายทั้งในภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และประชาชน



[i]JICA, Outline of the Project [ออนไลน์], 10 เมษายน 2555. แหล่งที่มา

http://203.179.38.26/project/english/thailand/013/outline/index.html

 

[ii] OECD, Pollutant Release and Transfer Registers (PRTRS) A tool for Environmental Policy and Sustainable Development : Guidance Manual for Government (1996) สามารถดาวน์โหลดได้ที่  http://www.oecd.org/officialdocuments/displaydocumentpdf/?cote=ocde/gd(96)32&doclanguage=en, วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554

[iii] PRTR.net, Links to country-specific PRTR web sites [ออนไลน์] 17 เมษายน 55. แหล่งที่มา

http://www.prtr.net/en/links/

 

[iv] UNITAR, PRTR Initiatives Map [ออนไลน์] 18 เมษายน 2555. แหล่งที่มา

http://prtr.unitar.org/en/prtr-initiatives

 

[v] U.S. Environmental Protection Agency Office of Information Analysis and Access,  U.S. EPA Toxics Release Inventory Reporting Year 2008 National Analysis: Summary of Key Findings, (Washington, DC., December 2009)

[vi] Clean Production Action, Information about Industry Emissions [ออนไลน์] 2 เมษายน 2555. แหล่งที่มา http://www.cleanproduction.org/Steps.Public.Industry.php

[vii] Beverley Thorpe, Clean Production Strategies: Public Access to Information and The Right to Know, (June 2009)

[viii] USEPA, How are the Toxics Release Inventory Data Used?—Government, Business, Academic and Citizen uses, (Washington, DC., May 2003)

[ix] Tinus Pulles and Wilfred Appelman, Use of a PRTR Emission Inventory in Assessing the Benefits of Abatement Policies in Industry, (Utrecht, the Natherlands,ไม่ระบุเวลา)

[x] Toshiba Corporation, Release of Chemicals [ออนไลน์] 12 เมษายน 2555. แหล่งที่มาhttp://www.toshiba.co.jp/env/en/industry/prtr.htm

 




บทความ

การเข้าถึงข้อมูลมลพิษของประชาชน การป้องกันคุณภาพสิ่งแวดล้อมเชิงรุก article
โทลูอีน : กับความเสี่ยงต่อการแท้งและความผิดปกติของทารกในครรภ์
การจัดการมลพิษประเทศไทย ยังไปไม่พ้นยุคกำจัด-บำบัด



Copyright © 2013 All Rights Reserved.